แนวทางการแก้ปัญหาการรับนักเรียน ม.4 ของสพฐ.

คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรียกประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตการศึกษาระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อวางแนวทางแก้ปัญหาการรับนักเรียนศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษา   ปีที่ 4 พร้อมยืนยันดูแลนักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชา อดข้าวประท้วง แต่ขอให้ยึดระเบียบกติกา 

นายอนันต์ ระงับทุกข์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. กล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีกลุ่มนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) อดข้าวประท้วง บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องเข้าเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ว่า ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคมทาง สพฐ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พูดคุยและหาแนวทางแก้ปัญหากับนักเรียนและผู้ปกครองโดยตลอด พร้อมกับการชี้แจงเกณฑ์การรับนักเรียนศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 ว่าจะรับนักเรียนที่ศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 เดิม ร้อยละ 80 ที่นักเรียนจะต้องมีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 80 แรก รวมกับนักเรียนที่ทำประโยชน์ให้กับโรงเรียนและผู้มีอุปการะคุณด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง โดยอีกร้อยละ 20 จะเปิดโอกาสให้นักเรียนจากภายนอกได้สอบเข้ามา ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้กับบางโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนแค่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีโอกาสเรียนต่อ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการและโรงเรียนได้ประกาศเกณฑ์ให้ทราบอย่างต่อเนื่อง โดยได้แจ้งกับผู้ปกครองว่าขณะนี้มีที่นั่งนักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชาฯ อยู่จำนวน 20 คน ส่วนที่เหลือจะจัดหาให้มีที่เรียนทุกคนแต่ยังไม่ได้ตอบรับ เพราะต้องการให้รับนักเรียนทุกคนเข้าเรียน ดังนั้นในวันนี้เวลา 09.00 น. จะประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตการศึกษาระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศเพื่อหาวิธีแก้ไขป้องกันในกรณีที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามอยากขอความร่วมมือให้เคารพกฎระเบียบกติการวมถึงการปลูกฝังเรื่องนี้แก่เด็กและเยาวชน

ที่มา: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

Posted in ทั่วไป | ใส่ความเห็น

เที่ยวสงกรานต์

 คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสฤกตว่า สํ-กรานต แปลว่า ก้าวขี้น ย่างขึ้น หรือก้าวขึ้น การย้ายที่ เคลื่อนที่ คือพระอาทิตย์ย่างขึ้น สู่ราศีใหม่ หมายถึงวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตกอยู่ในวันที่ 13, 14, 15 เมษายน ทุกปี แต่วันสงกรานต์นั้นคือวันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 เป็นวันเนา วันที่ 15 เป็นวันเถลิงศก 

ปกติวันสงกรานต์จะมี 3 วัน คือเริ่มวันที่ 13 เมษายน ถึงวันที่ 15 เมษายน วันแรกคือวันที่ 13 เป็นวันมหาสงกราต์ วันที่พระอาทิตย์ต้องขึ้นสู่ราศีเมษ วันที่ 14 เป็นวันเนา (พระอาทิตย์คงอยู่ที 0 องศา) วันที่ 15 เป็นวันเถลิงศกใหม่ และเริ่มจุลศักราชในวันนี้ เมื่อก่อนจริงๆ มีถึง 4 วัน คือวันที่ 13-16 เป็นวันเนาเสีย 2 วัน (วันเนาเป็นวันอยู่เฉยๆ) เป็นวันว่างพักการงานนอกบ้านชั่วคราว 

ทำอะไรดีในช่วงสงกรานต์

1.ทำบุญตักบาตร ทำได้ทั้งที่วัดหรือสถานที่จัดงานในแต่ละท้องถิ่น

2.การสรงน้ำพระ มีทั้งสรงน้ำพระพุทธรูปและภิกษุ สามเณร เพื่อความเป็นศิริมงคลในโอกาสขึ้นปีใหม่อันเป็นเวลาที่อากาศร้อน                                                                3.การรดน้ำผู้ใหญ่ เป็นเรื่องของการแสดงคารวะต่อผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ     4.การก่อเจดีย์ทราย  ผู้ทำบุญจะช่วยกันขนทรายมาก่อเป็นเจดีย์ขนาดต่างๆ ในบริเวณวัด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ให้ใช้ก่อสร้างหรือถมพื้นที่เป็นเรื่องที่ถือว่าได้บุญและสนุกสนาน                                                                                             5.การปล่อยนกปล่อยปลา เป็นการทำบุญเพื่อแสดงความกรุณาต่อสัตว์ นิยมทำในวันสงกรานต์และไม่จำกัดว่าจะทำในวัดเท่านั้น                            6.การเล่นสาดน้ำ  เป็นการสนุกสนานรื่นเริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสงกรานต์ คือ สาดน้ำกันโดยมากจะเริ่มต้นในวันสรงน้ำพระ แต่บางแห่งพอเริ่มสงกรานต์ ก็เริ่มสาดน้ำกันทีเดียว ส่วนใหญ่แล้วใช้น้ำสะอาดมีน้ำอบน้ำหอม หรือแป้งหอมผสมบ้างก็ได้ และไม่ถือเป็นเรื่องเสียหาย

Posted in Uncategorized | ใส่ความเห็น

สพฐ.เร่งทบทวนคุณภาพโรงเรียนมัธยม

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมการศึกษาเพื่อความต้องการและความถนัดของประเทศ เรื่อง การบริหารจัดการโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงจุดมุ่งหมายและเป้าหมายการทำงานของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา เพราะถือเป็นต้นขบวนรถจักรที่สำคัญในการนำพาการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เดินหน้า ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพหรือการบริหารจัดการ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)เองก็มีความต้องการที่จะให้โรงเรียนระดับนี้ได้เป็นต้นแบบแนวทางการบริหารจัดการทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรียนการสอน หลักสูตร การบริหารจัดการให้กับโรงเรียนทั่วไป เช่น โรงเรียนระดับประถมศึกษา เป็นต้น ดังนั้น เมื่อเรามุ่งหวังที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาก็จำเป็นต้องมีความชัดเจนในเรื่องของเป้าหมายด้วยว่า คุณภาพการศึกษา คืออะไร ซึ่งการที่ สพฐ.กำหนดให้มีโรงเรียนมาตรฐานสากลนั้น ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับประเทศ

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การขับเคลื่อนโรงเรียนมาตรฐานระดับสากล จะต้องมีความเป็นมาตรฐานสากล คือมีมาตรฐานการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ และการจัดการเรียนการสอน และหลักสูตรนั้นต้องตอบสนองผู้เรียนและพื้นที่ คุณภาพผู้เรียนจะต้องมีความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งหากมีความชัดเจนแล้วโรงเรียนจะสามารถขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ได้โดยมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นพี่เลี้ยงให้ การทบทวนภารกิจของการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาให้มีความชัดเจน จะเป็นต้นแบบให้โรงเรียนอื่นๆ ได้พัฒนาไปสู่ความสำเร็จเช่นเดียวกัน สำหรับนโยบายการศึกษาเพื่อการมีงานทำนั้นยังคงเดินหน้าต่อเพราะเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากการศึกษาเพื่อการมีงานทำได้เชื่อมโยงมิติการศึกษาด้านเศรษฐกิจเพื่อพัฒนาประเทศ และกำลังคน ถือเป็นนโยบายรัฐบาล ดังนั้น สพฐ.จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป

ที่มา : ข่าวสด ฉบับวันที่ 24 ม.ค. 2555 (กรอบบ่าย)

Posted in ทั่วไป | ใส่ความเห็น

เขตพื้นที่การศึกษาใหม่ 268 เขต

ศธ.เตรียมเสนอสภาการศึกษา ไฟเขียวประกาศจำนวนเขตพื้นที่ฯ ใหม่เป็น 268 เขต จากเดิม 225 เขต เพิ่มเขตมัธยมฯ เป็น 82 เขตจากเดิม 42 พร้อมเดินหน้าประกาศยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา ต้นเดือน ก.พ.นี้ เชิญนายกฯ เป็นประธานแถลงข่าว

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงผลการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอเพิ่มจำนวนเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศเป็น 268 เขต จากเดิม 225 เขต โดยเขตพื้นที่การศึกษาใหม่นี้ จะแยกเป็นเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 82 เขต (77 จังหวัดละ 1 เขต ยกเว้น กรุงเทพฯ นครราชสีมา อุบลราชธานี เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช จังหวัดละ 2 เขต) และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 186 เขต ทั้งนี้ สพฐ.ได้นำข้อเสนอเพิ่มจำนวนเขตพื้นที่การศึกษาผ่านการรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย รูปแบบการบริหารจัดการเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว หลังจากนี้ สพฐ.จะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา (สกศ.) เพื่อพิจารณาประกาศปรับปรุงการกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาใหม่ภายในเดือนมกราคมนี้

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 มกราคม 2555

Posted in ทั่วไป | ใส่ความเห็น

เที่ยวเขาใหญ่ปลายฝน

ปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ฝนตกหนักหลายพื้นที่ ทำให้หลายๆ ท่านคงจะลังเลว่าจะไปเที่ยวไหนดี ขอเชิญชวนท่านให้มาเที่ยวที่เขาใหญ่  เพราะในช่วงนี้ป่าจะมีความชุ่มชื้นมาก  ต้นไม้เชียวชอุ่ม  ก้อนหินแทบทุกก้อนปกคลุมด้วยมอสและตะไคร่น้ำ  น้ำตกมีน้ำไหลแรงและในปริมาณมาก  โดยเฉพาะน้ำตกเหวนรก  ละอองของน้ำตกที่ไหลกระเซ็นจะทำให้ท่านรู้สึกสดชื่นชุ่มฉ่ำ  ประกอบกับช่วงนี้นักท่องเที่ยวจะมีน้อย ถ้าความหนาวมาเยือนนักท่องเที่ยวจะเยอะมาก      การเดินทางสะดวก  เดินทางไม่นาน 160 กม.จากกรุงเทพฯ ไปเช้า เย็นกลับ ก็ยังได้ เขาใหญ่เป็นเมืองมรดกโลก ครอบคลุมพื้นที่ถึง 4 จังหวัด ด้วยกัน คือ สระบุรี นครนายก นครราชสีมา และปราจีนบุรี มีเนื้อที่ถึง 1 ล้าน 3 แสนกว่า ไร่ สถานที่เที่ยวก็หลายที่ทั้งน้ำตก ทั้งส่องสัตว์ (บางครั้งอาจไม่ต้องออกไปส่องเพราะสัตว์จะเดินมาอวดโฉมให้ท่านเห็นถึงที่พักอย่างใกล้ชิด)นอกจากนั้นระหว่างทางไปเขาใหญ่ ยังมีหลายสถานที่ที่น่าแวะ เช่น  ฟาร์มเห็ด  ฟาร์มวัวนม ไร่องุ่น  ร้านค้ารูปแบบแปลก ๆ  หรือถ้าท่านชอบทำบุญไหว้พระก็มีวัดขึ้นชื่อหลายวัด ซึ่งสามารถทำบุญและท่องเที่ยวได้ในเวลาเดียวกัน   ขากลับก็แวะซื้อหาผลไม้กลับติดไม้ติดมือไปฝากคนนั้นคนนี้ ได้ง่าย ปัจจุบันปากช่องมีทุเรียนและเงาะที่ปลูกในพื้นที่ปากช่องและให้ผลผลิตแล้ว   รสชาดของทุเรียนและเงาะจะแตกต่างจากทุเรียนและเงาะจากพื้นที่อื่น ๆ จนเป็นเอกลัษณ์ของปากช่อง  ถ้ามีโอกาสขอให้ท่านหาชิมดู  ช่วงนี้มีน้อยหน่าเพ็ชรปากช่อง  และน้อยหน่าพื้นเมืองเดิมจำหน่ายมากมาย  แค่นี้ก็คงเป็นเหตุผลเพียงพอ ที่จะทำให้ท่านตัดสินใจไปเที่ยวพักผ่อนที่เขาใหญ่ คนปากช่องรับรองว่าท่านจะติดใจไม่รู้ลืม

ที่มารูปภาพ http://www.thaidphoto.com/forums/showthread.php?t=140319&page=1           ทุเรียนปากช่อง    วัดมกุฏคีรีวัน(เขาใหญ่)   วัดพระขาว                       เงาะปากช่อง

Posted in ทั่วไป | 5 ความเห็น

ประชาคมอาเซียน 2558

ASEAN Community คืออะไร
อาเซียน (ASEAN) ประกอบด้วย 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย (2510) สิงคโปร์ (2510) อินโดเนเซีย (2510) มาเลเซีย (2510) ฟิลิปปินส์ (2510) บรูไน (2527) เวียตนาม (2538)  ลาว (2540) พม่า (2540)  กัพูชา (2542) มีประชากรรวมกันประมาณ 570 ล้านคน มีขนาดเศษฐกิจที่โตมาก เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ผู้นำอาเซียนได้ร่วมลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน ที่เรียกว่า ข้อตกลงบาหลี 2 เห็นชอบให้จัดตั้ง ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) คือการให้อาเซียนรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) แต่ต่อมาได้ตกลงร่นระยะเวลาจัดตั้งให้เสร็จในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) เนื่องจากการแข่งขันรุนแรง เช่น อัตราการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของจีนและอินเดียสูงมากในช่วงที่ผ่านมา  ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 ที่ชะอำ หัวหิน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2552 ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองปฏิญญาชะอำ หัวหิน ว่าด้วยแผนงานจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ค.ศ. 2009-2015) เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2558
ประชาคมอาเซียนประกอบด้วยเสาหลัก 3 เสา
1.ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน  (ASEAN Security Community – ASC) มุ่งให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้ง ระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมั่นคง
  2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน อันจะทำให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ได้เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศอาเซียน โดย
          (ก)มุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของ สินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายในปี 2020
         (ข)ทําให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (single market and production base)
          (ค)ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียนเพื่อลดช่องว่างการพัฒนาและช่วยให้ประเทศเหล่านี้เข้าร่วมกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน
          (ง)ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาคตลาดการเงินและตลาดทุน การปะกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพิ้นฐานและการคมนาคม พัฒนาความร่วมมือด้านกฎหมาย การเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาฝีมือแรงงาน
     กลุ่มสินค้าและบริการนำร่องที่สำคัญ ที่จะเกิดการรวมกลุ่มกัน คือ สินค้าเกษตร / สินค้าประมง / ผลิตภัณฑ์ไม้ / ผลิตภัณฑ์ยาง / สิ่งทอ / ยานยนต์ /อิเล็กทรอนิกส์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ (e-ASEAN) / การบริการด้านสุขภาพ, ท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน) กำหนดให้ปี พ.ศ. 2558 เป็นปีที่เริ่มรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ โดยผ่อนปรนให้กับประเทศ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียตนาม
      ประเทศไทยได้รับมอบหมายให้ทำ Roadmap ทางด้านท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน)
  3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC) เพื่อให้ประชาชนแต่ละประเทศอาเซียนอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดสังคมที่เอื้ออาทร มีสวัสดิการทางสังคมที่ดี และมีความมั่นคงทางสังคม

ประโยชน์ที่ไทยได้รับคืออะไร
1.ประชากรเพิ่มเป็น 600 ล้านคนโดยประมาณ ทำให้เพิ่มศักยภาพในการบริโภค เพิ่มอำนาจการต่อรองในระดับโลก
2.Economy Scale ยิ่งผลิตมาก ยิ่งต้นทุนต่ำ
3.มีแรงดึงดูดเงินลงทุนที่อยู่นอกอาเซียนสูงขึ้น
4.สิบเสียงย่อมดังกว่าเสียงเดียว
ผลกระทบมีอะไรบ้าง?
1.การศึกษาในภาพใหญ่ของโลก มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ต้องไม่ให้การเปลี่ยนแปลงนี้มากระชากลากเราไปอย่างทุลักทุเล เราต้องเตรียมความพร้อมทันที ตลอดเวลา โดยเฉพาะบุคลากรต้องตามให้ทันและยืดหยุ่นปรับตัวให้รับสถานะการณ์ได้
2.ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษากลางของ ASEAN บุคลากรและนักศึกษา ต้องเพิ่มทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ให้สามารถสื่อสารได้
3.ปรับปรุงความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ เพื่อลดข้อขัดแย้งในภูมิภาคอาเซียน (Conflict Management) จึงต้องคำนึงถึงการสร้างบัณฑิตให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง ASEAN ให้มากขึ้น
4.สร้างบัณฑิตให้สามารถแข่งขันได้ใน ASEAN เพิ่มโอกาสในการทำงาน ไม่เช่นนั้น จะถูกแย่งงานเพราะเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน/บริการอย่างเสรี คณะกรรมการวิชาชีพ สภาวิชาชีพ ต้องเตรียมการรองรับผลกระทบนี้อย่างเร่งด่วน
5.โอกาสในการเป็น Education Hub โดยอาศัยความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศไทย แต่ต้องเน้นในเรื่องของคุณภาพการศึกษาเป็นตัวนำ
6.เราต้องการเครื่องมือในการ Transform คน การเรียนแบบ PBL หรือ Project Based Learning น่าจะได้มีการวิจัยอย่างจริงจังและนำมาปรับใช้  ห้องเรียนไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆอีกต่อไป ต้องเพิ่มการเรียนจากชีวิตจริง ลงมือทำเป็นทีม อยู่คนละประเทศก็ทำร่วมกันได้ด้วยไม่มีข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ประเด็นนี้ อาจารย์จะสอนได้ยากขึ้น แต่เป็นผู้ที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ แสดงว่า อาจารย์ต้องมีความพร้อมมากกว่าเดิมและเก่งจริงๆMRAs
การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 9 เมื่อ 7 ตุลาคม 2546 ที่บาหลี อินโดนีเซีย ได้กำหนดจัดทำข้อตกลงร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements : MRAs)เกี่ยวกับคุณสมบัติของวิชาชีพหลัก แรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี โดยจะเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2558 ในเบื้องต้น ได้ทำข้อตกลงร่วมกันแล้ว 7 สาขา คือ
1.วิศวกรรม (Engineering Services) 
2.พยาบาล (Nursing Services) 
3.สถาปัตยกรรม (Architectural Services) 
4.การสำรวจ (Surveying Qualifications) 
5.แพทย์ (Medical Practitioners) 
6.ทันตแพทย์ (Dental Practitioners) 
7.บัญชี (Accountancy Services)

Posted in ทั่วไป | 54 ความเห็น

ค้านแจกแท็บเล็ต

หลายฝ่ายค้าน กระทรวงศึกษาธิการ แจกแท็บเล็ต เหตุยังขาดการเตรียมพร้อม ทั้งด้านโปรแกรม และครูผู้สอน จิตแพทย์ไม่เชื่อว่าจะควบคุมอันตรายจากการใช้ไอทีของเด็กได้ ขณะที่เครือข่ายผู้ปกครองเสนอให้มีโครงการนำร่องดูผลดีผลเสียก่อน

ในเวทีเสวนารามาธิบดีเพื่อสุขภาพเด็กไทย “มองรอบด้านเด็กไทยกับไอที” คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี จัดขึ้น ได้กล่าวถึงการที่กระทรวงศึกษาธิการ จะแจกแท็บเล็ตแก่นักเรียน 800,000 คน โดยใช้งบประมาณ 24,000 ล้านบาท เริ่มเดือนมกราคม 2555 ทำให้วงการผู้ประกอบการกลุ่มการศึกษาและพัฒนาการเด็กมีการตื่นตัว ซึ่งเวทีเสวนาได้แสดงความเห็นส่วนมากเป็นด้านลบใน 4 ปัญหา คือ 1.เทคโนโลยีที่ใช้ทั้งตัวเครื่อง โปรแกรม และระบบการดูแลรักษา 2.ความพร้อมของเด็ก ครู พ่อ แม่ และชุมชน เช่น ใช้กับนักเรียนชั้นไหน ซอฟต์แวร์ที่จัดให้จะเสริมการเรียนรู้ หรือจะป้องกันการใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้อย่างไร 3.การขยายช่องห่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะเพิ่มมากขึ้น 4.จะป้องกันการคอร์รัปชันได้อย่างไร

ด้านนางศรีดา ตันทะอธิพานิช ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวว่า แม้เด็กมีแท็บเล็ต แต่หากขาดการเตรียมโปรแกรมที่ฝึกให้คิดใฝ่รู้ ขาดการเตรียมความพร้อมของครูที่จะแนะนำเด็ก ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะมีผลวิจัยจากการประเมินผลนักเรียนระดับนานาชาติ (PISA) เด็กไทยร่วมสอบวัดผล 4 ครั้ง ได้คะแนนเป็นลำดับที่ 50 จาก 65 ประเทศ แต่มีแนวโน้มว่าคะแนนเด็กไทยจะลดต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งไม่ได้ชี้วัดว่า การที่เด็กมีคอมพิวเตอร์ใช้จะทำให้ผลสัมฤทธิ์การศึกษาดีขึ้น

รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี จิตแพทย์เด็กโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ไม่เชื่อมั่นว่า การแจกแท็บเล็ตจะควบคุมอันตรายจากการใช้ไอทีได้ เพราะเด็กอยู่ในวัยกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ที่ผ่านมา เด็กไม่สามารถควบคุมเวลาในการใฝ่หาความรู้ได้ทัดเทียมกับการเล่นเกมได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดการออกกำลัง ขาดปฏิสัมพันธ์กับสังคม

นอกจากนี้ เครือข่ายผู้ปกครองก็ล้วนไม่เห็นด้วยกับการแจกแท็บเล็ต และอยากให้มีโครงการนำร่องดูผลดีผลเสียก่อน เพราะระดับประถมศึกษา เชื่อว่า ไม่มีประโยชน์เท่าระดับมัธยมศึกษาที่จะต่อยอดไปถึงระดับมหาวิทยาลัยได้

ที่มา ข่าวการศึกษา ครูบ้านนอกดอตคอม

Posted in ทั่วไป | 4 ความเห็น