สาระหน้าที่พลเมือง ฯ

กฎหมายน่ารู้

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตนเอง

กฎหมายเกี่ยวกับชื่อบุคคล

          ชื่อบุคคล เป็นเครื่องบ่งชี้เฉพาะตัวบุคคล บุคคลที่มีสัญชาติไทย กฎหมายกำหนดให้ต้องมีชื่อบุคคล ซึ่งประกอบด้วยชื่อตัวและชื่อสกุล และอาจมีชื่อรองก็ได้ แต่โดยปกติแล้วคนไทยไม่นิยมตั้งชื่อรอง

                ชื่อต้ว เป็นชื่อประจำตัว ชื่อตัวเป็นการจำแนกบุคคลแต่ละคนเป็นรายตัว ในครอบครัวที่ใช้ชื่อสกุลเดียวกัน เจ้าบ้านหรือมารดาผู้มีหน้าที่แจ้งการเกิดจะต้องแจ้งชื่อเด็กที่เกิดตามแบบพิมพ์ในสูติบัตรภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันแจ้งเกิดนั้น   ชื่อสกุล หมายถึง ชื่อประจำวงศ์สกุล หรือนามสกุลนั่นเอง

 การตั้งชื่อ ตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ.2505 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2506 การตั้งชื่อมีหลักเกณฑ์ดังนี้

             ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย พระนามของพระราชินี หรือราชทินนาม  ต้องไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย  ต้องไม่มีเจตนาทุจริต มีความหมายให้รู้ว่าเป็นชายหรือหญิง  ชื่อหนึ่งไม่ควรยาวเกิน 5 พยางค์ ผู้เคยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ แต่ได้ออกจากบรรดาศักดิ์นั้น โดยมิได้ถูกถอดถอนจะใช้ราชทินนามเป็นชื่อตัวหรือชื่อรองก็ได้

การเปลี่ยนชื่อ  มีหลักเกณฑ์ดังนี้

       ต้องมีเหตุผลสมควร  ไม่เป็นไปเพื่อทุจริตหรือมีทุจริตแอบแฝงอยู่  ถูกต้องตามหลักการตั้งชื่อตัว ชื่อที่เหมาะสม ไม่ยาวเกินไป ไม่เป็นภาษาต่างประเทศ ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องให้บิดามารดา ผู้ปกครองให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร การขอเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อรองให้ผู้ขอยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องที่ที่ตนเองมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เมื่อนายทะเบียนพิจารณาแล้ว เห็นว่าชื่อตัวหรือชื่อรองที่ขอเปลี่ยนใหม่นั้นไม่ขัดต่อพระราชบัญญติชื่อบุคคลก็จะอนุญาต และออกหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อให้

การตั้งชื่อสกุล

                ชื่อสกุลหรือนามสกุลที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ โดยมากจะสืบทอดมาจากบิดามารดาหรือบรรพบุรุษ แต่ถ้าต้องการขอเปลี่ยนชื่อสกุลใหม่ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายกำหนด โดยยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องที่ การตั้งชื่อสกุลมัหลักเกณฑ์ดังนี้

       ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย พระนามของพระราชินี  ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับราชทินนาม เว้นแต่ราชทินนามของตน ของบุพการี หรือของผู้สืบสันดาน ไม่คล้ายกับชื่อสกุลที่ได้รับการพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ หรือชื่อสกุลที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว  ไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย  ต้องมีพยัญชนะไม่เกินกว่า 10 พยัญชนะ เว้นแต่การใช้ราชทินนามเป็นชื่อสกุล

                การใช้ชื่อสกุลของหญิงมีสามี หญิงมีสามีมีสิทธิเลือกใช้ชื่อสกุลเดิมของตน หรือชื่อสกุลของสามี

                การใช้ชื่อสกุลของผู้เยาว์ บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิที่จะใช้ชื่อสกุลของบิดาหรือมารดาก็ได้ แต่ถ้าเป็นบุตรที่เกิดจากบิดามารดาที่มิได้ทำการจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย หรือบิดาไม่ปรากฏให้ใช้ชื่อสกุลของมารดา

                บุตรบุญธรรมมีฐานะอย่างเดียวบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงใช้ชื่อสกุลของผู้รับบุตรบุญธรรมได้ แต่บุตรบุญธรรมก็ยังไม่สูญสิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาโดยกำเนิด จึงมีสิทธิใช้ชื่อสกุลเดิมได้ แล้วแต่บุตรบุญธรรมจะเลือก

                เด็กสัญชาติไทยที่เกิดมาไม่ปรากฏชื่อสกุล เช่นไม่ปรากฏบิดามารดา ผู้อุปการะเลี้ยงดูเด็ก เช่นสถานพยาบาล สถานสงเคราะห์ อาจของตั้งชื่อสกุลให้เด็กใช้ร่วมกันหรือแยกกันก็ได้

กฎหมายเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชน

            บัตรประจำตัวประชาชน เป็นบัตรซึ่งใช้แสดงว่าตนเป็นคนไทย ผู้มีสัญชาติไทยเท่านั้นที่มีสิทธิมีบัตรประจำตัวประชาชน คนต่างด้าวไม่มีสิทธิมีบัตรประจำตัวประชาชน ในบัตรจะระบุชื่อ นามสกุล วัน เดือน ปีเกิด ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน และรูปถ่ายของผู้ถือบัตร จึงมีประโยชน์ในการติดต่อกับทางราชการ และธุรกิจที่ต้องการหลักฐานแสดงตน อายุ และภูมิลำเนาของผู้ถือบัตรด้วย

               เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำบัตรประชาชนเด็ก

 1.ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2546 ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2554 มีสาระสำคัญ คือ การกำหนดอายุของบุคคลสัญชาติไทยที่จะต้องมีบัตร คือ ให้ผู้มีอายุครบ 7 ปี บริบูรณ์จะต้องยื่นคำขอมีบัตรภายใน 60 วัน (กรณีผู้มีอายุระหว่าง 7 ปีบริบูรณ์จนถึงก่อนครบ 15 ปีบริบูรณ์ ให้ยื่นขอมีบัตรภายใน 1 ปี นับจากวันที่ 10 กรกฎาคม 2554 หรือหากมีความจำเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะขอขยายเวลาออกไปได้)

 2.บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งรับดูแลผู้ที่อายุไม่ถึง 15 ปีบริบูรณ์ จะต้องเป็นผู้ยื่นคำขอมีบัตร ขอมีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรให้ผู้ที่อายุไม่ถึง 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่ตัดสิทธิบุคคลที่จะยื่นคำขอด้วยตนเอง 

 3.ในการกำหนดโทษ หากไม่ยื่นขอบัตรภายใน 60 วัน กรณีขอมีบัตรครั้งแรก ต่ออายุบัตร บัตรหาย ชำรุด หรือเปลี่ยนชื่อตัว-ชื่อสกุล จะมีโทษปรับไม่เกิน 100 บาท 

 4.บัตรดังกล่าวมีอายุ 8 ปี สามารถใช้ประโยชน์ในการแสดงสิทธิได้หลายประการ เช่น แสดงสิทธิ์การขอรับแท็บเลตกับทางรัฐบาล ที่บอกว่าจะแจกฟรีให้เด็ก รวมถึงการป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์จากเด็กต่างด้าว

 5.กรณีผู้ถือบัตรไม่มีบัตรแสดงเมื่อพนักงานตรวจบัตรขอตรวจ ผู้ถือบัตรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปจะต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาท รวมทั้งกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม 

 6. กรณีทำบัตรใหม่ไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่หากทำบัตรหาย ชำรุด แก้ไขชื่อตัว-ชื่อสกุล เสียค่าธรรมเนียม 100 บาท, ออกใบแทน 10 บาท และขอตรวจคัดสำเนา 10 บาท 

สามารถทำบัตรประชาชนเด็กได้ที่ไหน

กรมการปกครองได้จัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อรองรับกลุ่มบุคคลที่ต้องมีบัตรตามกฎหมายบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่ ด้วยการให้บริการเชิงรุกโดยสำนักบริหารการทะเบียน   ศูนย์บริหารการทะเบียนภาค 9 แห่ง และศูนย์บริหารการทะเบียนภาค สาขาจังหวัด 77 ศูนย์ จัดหน่วยบริการจัดทำบัตรเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ออกไปให้บริการจัดทำบัตรให้กับนักเรียน นักศึกษา ตามสถานศึกษาต่าง ๆ เดือนละ 3 ครั้ง เริ่มดำเนินการทั่วประเทศ รวมทั้งยังได้จัดวันและเวลาที่เหมาะสมในช่วงวันเสาร์ เชิญโรงเรียนเข้ามาทำบัตรประชาชนที่เขตหรืออำเภอด้วย โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.2554 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 ก.ค.2555

                อย่างไรก็ตาม บุคคลบางประเภทได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน เช่นทหารกองประจำการ ข้าราชการ ตำรวจ ภิกษุ สามเณร นักบวช ผู้มีกายพิการเดินไม่ได้ หรือเป็นใบ้ หรือตาบอดทั้งสองข้าง หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ และผู้อยู่ในที่คุมขัง โดยชอบด้วยกฎหมายเป็นต้น

                สำหรับบัตรประจำตัวประชาชนนั้นใช้ได้ 6 ปี นับแต่วันออกบัตร ซึ่งในบัตรจะระบุวันที่ออกบัตรและวันที่บัตรหมดอายุ เมื่อบัตรหมดอายุแล้ว ผู้ถือบัตรจะต้องขอเปลี่ยนบัตรใหม่ โดยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ มิฉะนั้นจะมีความผิด อย่างไรก็ตามผู้ถือบัตรจะขอบัตรใหม่ก่อนวันที่บัตรหมดอายุก็ได้ โดยยื่นขอภายใน 60 วันก่อนวันที่บัตรเดิมจะหมดอายุ    การนับอายุบัตรประจำตัวประชาชน ให้นับตั้งแต่วันออกบัตรไปจนครบหกปีบริบูรณ์ แต่หากวันที่บัตรหมดอายุหกปีบริบูรณ์ไม่ตรงกับวันครบรอบวันเกิดของผู้ถือบัตร ให้นับระยะเวลาต่อไปจนถึงวันครบรอบวันเกิดของผู้ถือบัตรในปีนั้นหรือปีถัดไปแล้วแต่กรณีเป็นวันบัตรหมดอายุ

ผู้ถือบัตรที่มีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ไม่ต้องขอเปลี่ยนบัตรปจะจำตัวประชาชนฉบับใหม่ บัตรประจำตัวประชาชนฉบับเดิมยังคงใช้ได้ตลอดชีวิต ถ้าบัตรประจำตัวประชาชนหาย หรือถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ผู้ถือบัตรจะต้องขอมีบัตรใหม่หรือขอเปลี่ยนบัตรใหม่แล้วแต่กรณีภายใน 60 วัน นับแต่วันที่บัตรนั้นหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด และถ้าผู้ถือบัตรเปลี่ยนชื่อตัว หรือชื่อสกุล หรือทั้งชื่อตัวและชื่อสกุล แล้วแต่กรณีจะต้องขอทำบัตรใหม่ภายใน 60 วันเช่นกัน นอกจากนี้ผู้ถือบัตรที่ย้ายที่อยู่จะขอมีบัตรใหม่ก็ได้ โดยต้องขอมีบัตรใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีชื่อในทะเบียนบ้านนั้นๆ  ผู้ถือบัตรจะต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนไว้พร้อมที่จะแสดงต่อเจ้าพนักงานตลอดเวลา หากไม่อาจแสดงได้เมื่อเจ้าพนักงานตรวจบัตรขอตรวจย่อมมีความผิด

     กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสามารถของผู้เยาว์

           ในทางกฎหมายนั้น ผู้เยาว์ หมายถึง บุคคลที่อายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ บุคคลที่พ้นจากการเป็นผู้เยาว์ เรียกว่า ผู้บรรลุนิติภาวะ ซึ่งได้แก่ ผู้ที่อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว ถ้าอายุยังไม่ครบ20 ปีบริบูรณ์ จดทะเบียนสมรสโดยได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของทั้งสองฝ่าย เมื่ออายุครบ17 ปีบริบูรณ์ ก็ถือว่าเป็นผู้บรรลุนิติภาวะเหมือนกัน คือบรรลุนิติภาวะโดยการสมรส

                กล่าวโดยสรุปผู้บรรลุนิติภาวะมี 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และชายหญิงที่สมรสกันเมื่อเขาทั้งสองมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

                เมื่อนักเรียนยังเป็นผู้เยาว์อยู่ กฎหมายจึงจำเป็นต้องคุ้มครองไว้ว่าผู้เยาว์จะใช้สิทธิกระทำการใดๆที่จะก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายโดยลำพังไม่ได้ จะต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมกระทำการแทน หรือต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมเสียก่อน การกระทำนั้นๆ จึงจะสมบูรณ์ตามกฎหมาย

                โดยทั่วไปผู้แทนโดยชอบธรรมก็คือ บิดามารดาของผู้เยาว์นั่นเอง ฉะนั้นการที่กฎหมายบังคับว่าผู้เยาว์จะต้องได้รับความยินยอมโดยความเห็นชอบจากผู้แทนโดยชอบธรรม ย่อมชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพราะว่าผู้แทนโดยชอบธรรม คือบิดามารดาซึ่งเป็นผู้ดูแลผู้เยาว์ ให้การศึกษาเล่าเรียนแก่ผู้เยาว์แล้วย่อมมีความรักความผูกพันต่อผู้เยาว์ และจะได้รู้เห็นรับผิดชอบช่วยเหลือผู้เยาว์ได้ ถ้าการที่ได้กระทำไปแล้วนั้นเกิดความเสียหายขึ้นมา แต่ถ้าผู้เยาว์สามารถทำได้ตามลำพังโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมแล้ว เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นมาก็จะไม่มีใครรับผิดชอบช่วยเหลือได้   ผู้แทนโดยชอบธรรม หมายถึง บุคคลซึ่งตามกฎหมายมีสิทธิที่จะทำการแทนผู้เยาว์ หรือหมายถึงบุคคลซึ่งต้องให้คำอนุญาตหรือความยินยอมแก่ผู้เยาว์ในอันที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง  ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์มี 2 ประเภทได้แก่

          1. ผู้ใช้อำนาจปกครอง หมายถึง บิดามารดา

          2. ผู้ปกครอง หมายถึง บุคคลอื่นนอกจากบิดามารดา หรือมารดาซึ่งถูกแต่งตั้งเพื่อปกครองผู้เยาว์ ผู้ปกครองเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้อยู่ในปกครอง

     ในเรื่องความสามารถของผู้เยาว์นี้อาจสรุปได้ว่า การที่ผู้เยาว์จะกระทำการใดๆ ก็ตามต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน หากกระทำลงไปโดยปราศจากความยินยอมหรือความเห็นชอบแล้ว ผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีสิทธิที่จะบอกเลิกการกระทำนั้นได้

                                   กฎหมายครอบครัว                                           ครอบครัวเป็นสถาบันขั้นพื้นฐานและเป็นสถาบันหลักของสังคม ครอบครัวจึงประกอบไปด้วย สามี ภรรยา บุตรและญาติ กฏหมายที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวจึงเป็นกฏหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลภายในครอบครัวหรือเครือญาติ ดังนั้น หลักกฏหมายที่ใช้โดยทั่วไปอาจนำมาใช้กับกฏหมายครอบครัวไม่ได้ กฏหมายครอบครัวจึงเป็นกฏหมายที่อ้างอิงหลักศีลธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีมากที่สุด เช่น เงื่อนไขเกี่ยวกับการหมั้น การสมรส การปฏิบัติต่อกันระหว่างสามีและภรรยา การปกครองบุตร ทรัพย์สินระหว่างสามีและภรรยา ตลอดถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับมรดก เป็นต้น      

     การหมั้น

ก่อนทำการสมรสมักจะมีพิธีหมั้นก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่า การสมรสจะต้องมีการหมั้นเสมอไปทุกครั้ง การหมั้นจะมีก็ได้ไม่มีก็ได้ ที่กฏหมายบัญญัติเกี่ยวกับการหมั้นเอาไว้ด้วยนั้นก็เพื่อรักษาและส่งเสริมประเพณีของไทย ดังนั้นการหมั้นจึงเป็นเรื่องการทำสัญญาระหว่างฝ่ายชายและหญิงเพื่อตกลงว่าจะสมรสกันแต่เป็นสัญญาที่แตกต่างจากสัญญาโดยทั่วไป คือเมื่อมีการผิดสัญญาหมั้นโดยฝ่ายหนึ่งไม่ยอมสมรสด้วย อีกฝ่ายหนึ่งจะถือเป็นเหตุไปฟ้องร้องต่อศาลบังคับให้ฝ่ายที่ผิดสัญญาต้องทำการสมรสด้วยไม่ได้ จะทำได้ก็แต่เพียงให้ฝ่ายที่ผิดสัญญารับผิดใช้ค่าทดแทนเท่านั้น  ตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว ได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการหมั้นโดยสรุปได้ดังนี้

  1. ชายและหญิงจะทำการหมั้นได้ต้องมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายมีอายุต่ำกว่า 17 ปีบริบูรณ์ สัญญาหมั้นนั้นใช้ไม่ได้
  2. ถ้าชายและหญิง เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ คืออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ สามารถทำการหมั้นได้ด้วยตนเอง ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่ายยังไม่บรรลุนิติภาวะ จะต้องได้รับคำยินยอมจากบิดาและมารดาหรือผู้ปกครองของชายและหญิงด้วย

           ในการหมั้นฝ่ายชายจะต้องให้ทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นเงิน ทอง หรือแหวนเพชรแก่ฝ่ายหญิง ซึ่งทรัพย์สินนี้เรียกว่า ของหมั้น มิฉะนั้นจะถือว่าการหมั้นนี้ไม่ถูกต้อง และนอกจากนี้ฝ่ายชายยังอาจให้ทรัพย์สินแก่พ่อแม่ของหญิงคู่หมั้น โดยถือว่าทรัพย์สินนี้เป็นสินสอด หากต่อมาภายหลังฝ่ายหญิง คู่หมั้นไม่ยอมสมรสกับชายคู่หมั้นก็จะต้องคืนสินสอดและของหมั้นให้กับฝ่ายชายคู่หมั้นด้วย

การสมรส
การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปี บริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้  การสมรสจะกระทำมิได้ถ้าชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกล จริตหรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ  ชายหญิงซึ่งเป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมาก็ดี เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาก็ดีจะทำการ สมรสกันไม่ได้ ความเป็นญาติดังกล่าวมานี้ให้ถือตามสายโลหิตโดยไม่ คำนึงว่าจะเป็นญาติโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ได้ ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ ไม่ได้ หญิงที่สามีตายหรือที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยประการอื่น จะทำการสมรสใหม่ได้ต่อเมื่อการสิ้นสุดแห่งการสมรสได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อย กว่าสามร้อยสิบวัน เว้นแต่ 
(1) คลอดบุตรแล้วในระหว่างนั้น
(2) สมรสกับคู่สมรสเดิม
(3) มีใบรับรองแพทย์ประกาศนียบัตรหรือปริญญาซึ่งเป็นผู้ประกอบการ รักษาโรคในสาขาเวชกรรมได้ตามกฎหมายว่ามิได้มีครรภ์หรือ
(4) มีคำสั่งของศาลให้สมรสได้ 

การให้ความยินยอมให้ทำการสมรสจะกระทำได้แต่โดย
(1) ลงลายมือชื่อในทะเบียนขณะจดทะเบียนสมรส
(2) ทำเป็นหนังสือแสดงความยินยอมโดยระบุชื่อผู้จะสมรสทั้งสองฝ่าย และลงลายมือชื่อของผู้ให้ความยินยอม
(3) ถ้ามีเหตุจำเป็น จะให้ความยินยอมด้วยวาจาต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนก็ได้
ความยินยอมนั้น เมื่อให้แล้วถอนไม่ได้ 

การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วย กัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตาม กฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้

                     หลักฐานที่ใช้ในการจดทะเบียนสมรส

1.คู่สมรสทั้งสองที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ให้นำบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของทั้งสองฝ่ายไปแสดง
2. ถ้าคู่สมรสมีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไปแต่ยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ ทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด นอกจากต้องใช้หลักฐานในข้อ 1 แล้ว ต้องนำบิดามารดาหรือผู้ปกครอง หรือหนังสือยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ซึ่งมีพยานลงลายมือชื่อ 2 คนเซ็นรับรองไปแสดง พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง

      สำหรับคู่สมรสที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะหรืออายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์จะต้องได้รับความยินยอมจากพ่อและแม่ของทั้งสองฝ่ายจึงจะทำการสมรสกันได้ ซึ่งกฎหมายได้กำหนดวิธีการไว้ชัดเจน ซึ่งดำเนินการได้ดังนี้

1.ลงลายมือชื่อในทะเบียน ขณะจดทะเบียนสมรส หรือ
2.ทำเป็นหนังสือแสดงความยินยอม โดยระบุชื่อผู้จะสมรสทั้งสองฝ่ายและลงลายมือชื่อของผู้ให้คำยินยอมในหนังสือนั้นหรือ
3.ถ้ามีความจำเป็นจะให้ความยินยอมด้วยวาจาต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนก็ได้ การยินยอมนั้นเมื่อได้แล้วไม่สามารถถอนได้

การสมรสที่ดำเนินการตามเงื่อนไขและขั้นตอนตามที่กฏหมายกำหนดแล้ว ต่อมาภายหลังทราบว่า การสมรสนั้นขัดต่อเงื่อนไขที่กฏหมายกำหนด เช่ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคู่สมรสอยู่ก่อนแล้วมาจดทะเบียนซ้ำ การสมรสครั้งหลังนี้ก็ถือว่าสมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมายอยู่จนกว่าฝ่ายที่เสียหายจะฟ้องร้องต่อศาลให้พิพากษาเพิกถอนการสมรสนั้น บุคคลอื่นไม่มีอำนาจที่จะเพิกถอนการสมรสได้ แม้นายทะเบียนผู้รับจดทะเบียนนั้นเอง ทั้งนี้ ในการจดทะเบียนสมรสนั้น นอกเหนือจากหญิงและชายจะเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องกันตามกฎหมายแล้ว บุตรที่เกิดมาก็เป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วย คู่สมรสได้รับการยกย่องในสังคม ได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้ หากเป็นข้าราชการจะมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือบุตร ค่าเล่าเรียนและค่ารักษาพยาบาล

การจดทะเบียนรับรองบุตร

ในระหว่างการสมรส สามีภรรยาที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายและมีบุตรด้วยกันถือว่า บุตรผู้นั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีสิทธิ์ใช้ชื่อสกุลของบิดา แต่หากไม่มีการจดทะเบียนสมรสกันถือว่าบุตรที่เกิดนั้นเป็นบุตรนอกสมรส หรือหากบิดาไม่ปรากฏ บุตรนั้นมีสิทธิ์ใช้ชื่อสกุลของมารดา ซึ่งโดยกฎหมายจะถือว่าบุตรนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฏหมายของมารดาเสมอ

บุตรนอกสมรสจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฏหมายของบิดาได้ต่อเมื่อปฏิบัติตามที่กฏหมายกำหนดไว้ดังนี้

  • เมื่อบิดามารดาจดทะเบียนกันภายหลัง

  • บิดาได้ให้การจดทะเบียนรับรองว่าเป็นบุตร

  • เมื่อศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร

ในการจดทะเบียนรับรองบุตรนั้น บิดามารดาและบุตรจะต้องไปที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอ หรือสำนักงาน ถ้ามารดาและบุตรไม่ได้ไปด้วย นายทะเบียนผู้รับจดจะแจ้งไปยังฝ่ายที่ไม่มา เพื่อให้มาให้ความยินยอมหรือคัดค้านการขอจดทะเบียนนั้น ถ้าพ้น 60 วัน นับแต่วันแจ้งความของนายทะเบียนไปถึงถือว่าไม่มีการคัดค้าน นายทะเบียนก็จะรับจดทะเบียนให้ ถ้ามารดาและบุตรอยู่ต่างประเทศก็จะขยายเวลาไปเป็น 180 วัน เมื่อบิดาได้จดทะเบียนรับรองบุตรแล้ว บุตรนั้นย่อมเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา นับแต่วันที่จดทะเบียนนั้นไป

มรดกและการทำพินัยกรรม

มรดก หมายถึง ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบต่างๆ เช่นสิทธิตามสัญญาซื้อขาย สิทธิในการไถ่ถอนการขายฝาก เป็นต้น เมื่อบุคคลได้ถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินทุกอย่าง รวมทั้งที่มีในขณะนั้นถือว่าเป็นมรดกของบุคคลนั้นที่จะตกทอดไปยังลูกหลานหรือญาติสนิทที่เป็นทายาท เว้นแต่สิทธิบางอย่างซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัว ถือว่าสิทธินั้นเป็นอันสิ้นไปเมื่อบุคคลนั้นได้ตายไป ไม่ถือว่าเป็นมรดก

ทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรม
ทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรม คือ ผู้ที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้

  1. ทายาทโดยธรรม หรือเรียกว่าทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย ได้แก่ ผู้ที่มีความผูกพันกับผู้ตายโดยความเป็นญาติหรือคู่สมรสหรือเป็นบุตร ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ 6 ลำดับ ได้แก่
    • ผู้สืบสันดาน ได้แก่ บุตร บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว และบุตรบุญธรรม
    • บิดามารดา
    • พี่น้องร่วมบิดามารดา
    • พี่น้องร่วมแต่บิดา หรือมารดา
    • ปู่ ย่า ตา ยาย
    • ลุง ป้า น้า อา
  2. ผู้รับพินัยกรรม หมายถึง ผู้ที่มีชื่อปรากฎในพินัยกรรมที่เจ้าของมรดกมีเจตนายกทรัพย์ให้ ในกรณีที่ผู้ตายประสงค์ที่จะให้ญาติของตนแต่ละคนได้รับมรดกในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน หรือต้องการให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติมามีส่วนรับมรดกของตน หรือไม่ต้องการให้ญาติของตนคนใดมารับมรดกของตัวเอง ทำได้โดยการทำพินัยกรรมระบุไว้ว่าจะยกทรัพย์สินใดให้แก่ใครบ้าง เป็นจำนวนเท่าไร ซึ่งผู้รับมรดกตามพินัยกรรมนี้ เรียกว่า ผู้รับพินัยกรรม ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือเป็นวัด มูลนิธิ หรือโรงพยาบาลก็ได้                                                                                                                       การทำพินัยกรรม 

ในการทำพินัยกรรม จะต้องเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นหนังสือพินัยกรรม ซึ่งมีแบบพิธีในการทำ 3 แบบดังนี้

  1. พินัยกรรมธรรมดา เป็นหนังสือพินัยกรรมที่ลง วัน เดือน ปี ทีทำมีพยานรับรอง 2 คน และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงชื่อไว้ด้วย ถ้าลงเขียนหนังสือไม่ได้ให้ประทับตราหัวแม่มือขวาลงในพินัยกรรมแทนการลงชื่อ
  2. พินัยกรรมเขียนเอง ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยลายมือตัวเองทั้งฉบับ แล้วลงชื่อ และวันเดือนปี ที่ทำพินัยกรรมด้วย
  3. พินัยกรรมทำที่อำเภอ ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปหานายอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขตให้ทำพินัยกรรมให้ และต้องลงชื่อไว้ในพินัยกรรมนั้นด้วยพร้อมพยานอีก 2 คนในการพินัยกรรมไม่ว่าจะเป็นแบบใดนั้น ผู้ทำพินัยกรรมจะสามารถยกเลิกเมื่อใดก็ได้ และพินัยกรรมจะมีผลใช้บังคับก็ต่อเมื่อผู้ทำพินัยกรรมได้ถึงแก่ความตายไปแล้วเท่านั้น 

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                

1 ตอบกลับที่ สาระหน้าที่พลเมือง ฯ

  1. พจน์ พูดว่า:

    อยากทราบว่านามสกุลไม่มีความหมายได้ใหม โปรดกรุณาส่งคำตอบไปที่อีเมล์ khunpoj@yahoo.com ด้วยครับ
    ขอบคุณมากครับ
    พจน์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s