ค้านแจกแท็บเล็ต

หลายฝ่ายค้าน กระทรวงศึกษาธิการ แจกแท็บเล็ต เหตุยังขาดการเตรียมพร้อม ทั้งด้านโปรแกรม และครูผู้สอน จิตแพทย์ไม่เชื่อว่าจะควบคุมอันตรายจากการใช้ไอทีของเด็กได้ ขณะที่เครือข่ายผู้ปกครองเสนอให้มีโครงการนำร่องดูผลดีผลเสียก่อน

ในเวทีเสวนารามาธิบดีเพื่อสุขภาพเด็กไทย “มองรอบด้านเด็กไทยกับไอที” คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี จัดขึ้น ได้กล่าวถึงการที่กระทรวงศึกษาธิการ จะแจกแท็บเล็ตแก่นักเรียน 800,000 คน โดยใช้งบประมาณ 24,000 ล้านบาท เริ่มเดือนมกราคม 2555 ทำให้วงการผู้ประกอบการกลุ่มการศึกษาและพัฒนาการเด็กมีการตื่นตัว ซึ่งเวทีเสวนาได้แสดงความเห็นส่วนมากเป็นด้านลบใน 4 ปัญหา คือ 1.เทคโนโลยีที่ใช้ทั้งตัวเครื่อง โปรแกรม และระบบการดูแลรักษา 2.ความพร้อมของเด็ก ครู พ่อ แม่ และชุมชน เช่น ใช้กับนักเรียนชั้นไหน ซอฟต์แวร์ที่จัดให้จะเสริมการเรียนรู้ หรือจะป้องกันการใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้อย่างไร 3.การขยายช่องห่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะเพิ่มมากขึ้น 4.จะป้องกันการคอร์รัปชันได้อย่างไร

ด้านนางศรีดา ตันทะอธิพานิช ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวว่า แม้เด็กมีแท็บเล็ต แต่หากขาดการเตรียมโปรแกรมที่ฝึกให้คิดใฝ่รู้ ขาดการเตรียมความพร้อมของครูที่จะแนะนำเด็ก ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะมีผลวิจัยจากการประเมินผลนักเรียนระดับนานาชาติ (PISA) เด็กไทยร่วมสอบวัดผล 4 ครั้ง ได้คะแนนเป็นลำดับที่ 50 จาก 65 ประเทศ แต่มีแนวโน้มว่าคะแนนเด็กไทยจะลดต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งไม่ได้ชี้วัดว่า การที่เด็กมีคอมพิวเตอร์ใช้จะทำให้ผลสัมฤทธิ์การศึกษาดีขึ้น

รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี จิตแพทย์เด็กโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ไม่เชื่อมั่นว่า การแจกแท็บเล็ตจะควบคุมอันตรายจากการใช้ไอทีได้ เพราะเด็กอยู่ในวัยกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ที่ผ่านมา เด็กไม่สามารถควบคุมเวลาในการใฝ่หาความรู้ได้ทัดเทียมกับการเล่นเกมได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดการออกกำลัง ขาดปฏิสัมพันธ์กับสังคม

นอกจากนี้ เครือข่ายผู้ปกครองก็ล้วนไม่เห็นด้วยกับการแจกแท็บเล็ต และอยากให้มีโครงการนำร่องดูผลดีผลเสียก่อน เพราะระดับประถมศึกษา เชื่อว่า ไม่มีประโยชน์เท่าระดับมัธยมศึกษาที่จะต่อยอดไปถึงระดับมหาวิทยาลัยได้

ที่มา ข่าวการศึกษา ครูบ้านนอกดอตคอม

โพสท์ใน ทั่วไป | 4 ความเห็น

นักเรียน ม.3 อ่านเขียนไม่คล่องลงทะเบียนใหม่

ศธ.เล็งนำระบบลงทะเบียนเรียนใหม่ หลังพบเด็ก ม.3 อ่าน เขียนไม่ได้อื้อ                                     (27ก.ค.)  ที่โรงแรมเอสดีอเวนิว  นายอภิชาติ  จีระวุฒิ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวว่า ในฐานะปลัด ศธ.เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ให้ดำเนินการใน 3 เรื่องซึ่งน่าจะเป็นประเด็นเร่งด่วน โดยเฉพาะประเด็นแรกที่มีความสำคัญมากที่สุด คือ การแร่งแก้ปัญหาเด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดเลขไม่ได้ ปัจจุบัน แม้แต่เด็กที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 บางแห่งยังอ่านเขียนไม่คล่อง ซึ่งในทัศนคติของคนที่เคยเป็นครูมาก่อนถือเป็นเรื่องอัปยศมาก

          สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เป็นเช่นนี้เพราะระบบประเมินและวัดผลในภาพรวม ของทุกสังกัดมีปัญหา ระเบียบของสถานศึกษาแต่ละสังกัดรวมทั้ง กศน.ผ่อนผันให้นักเรียนที่สอบตกมาสอบซ่อมได้ และแทบทุกคนที่มาสอบซ่อมจะได้เกรด 1 อัตโนมัติทั้งที่ความจริงเด็กอาจจะยังไม่มีทักษะอ่าน เขียน คำนวณเพียงพอ สุดท้ายเด็กก็จะได้เลื่อนชั้นไปเรื่อยๆ                                        ทั้งที่มีปัญหาติดตัวจนจบม.3 ก็ยังอ่านเขียนไม่คล่อง เพราะฉะนั้นหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัดจะต้องมานั่งคุยกันเพื่อหาทาง ปรับรื้อระบบประเมินและวัดผลใหม่ให้สามารถประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ เด็กในแต่ละ วิชาได้อย่างแม่นยำ และต้องมีระบบเรียนซ้ำชั้นได้เหมือนระบบการเรียนในมหาวิทยาลัย หากผู้เรียนสอบไม่ผ่านวิชาใดก็จะต้องไปลงทะเบียนใหม่ในปีการศึกษาหน้า ทั้งหมดนี้ คาดหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาเด็กอ่านเขียนไม่ได้ คิดเลขไม่คล่อง

โพสท์ใน ทั่วไป | 5 ความเห็น

ตะลึงผลสำรวจเด็กไทยไอคิวต่ำ

ผลสำรวจเด็กไทยทั่วประเทศ ‘ไอคิว’ ต่ำสำหรับคนไอคิวสูงอยู่ใน กทม.ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสานตามลำดับ สูงสุดอยู่ที่ “นนทบุรี” ไอคิว 108.91 จากค่ากลางมาตรฐานสากลเท่ากับ 100 ส่วน“นราธิวาส” ต่ำสุด 88.07

อธิบดีกรมสุขภาพจิตระบุเด็กจะมีไอคิวดีหรือไม่ มีปัจจัยเกี่ยวข้องมากมาย ทั้งอาหารเสริม-สารไอโอดีน และการเลี้ยงดูเหมาะสมในครอบครัวที่อบอุ่น เมื่อวันที่ 7 ก.ค. นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิตกระทรวงสาธารณสุข แถลงถึงผลสำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญา (ไอคิว) เด็กนักเรียนไทยทั่วประเทศ ว่า จากการสำรวจนักเรียนอายุ 6–15 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ป.1-6 และ ม.1–3 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สาธิตและราชภัฏ) และสังกัดกรุงเทพฯ ทั้ง 76 จังหวัด จำนวน 72,780 คน ซึ่งเป็นการสำรวจไอคิวครั้งใหญ่ที่สุดในโลกตามวิธีมาตรฐานสากล ในช่วงเดือนธ.ค.53–ม.ค. 54 พบว่าเด็กนักเรียนไทยมีไอคิวเฉลี่ยเท่ากับ 98.59 ถือว่าเป็นค่าระดับสติปัญญาที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ค่อนไปทางต่ำ โดยค่ากลางของมาตรฐานสากลในปัจจุบันไอคิวเท่ากับ 100 

เมื่อดูลักษณะภาพรวมของประเทศพบว่า มีเด็กเกือบครึ่งหนึ่ง 48.5% มีปัญหาไอคิวอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า 100 ทั้งนี้มีเด็กที่มี ไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ คือ ต่ำกว่า 90 ประมาณ 28.4% และมีนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาต่ำกว่า 70 ถึง 6.5% เมื่อเทียบกับมาตรฐานสากลไม่ควรเกิน 2% สรุปได้ว่าโดยภาพรวมไอคิวของเด็กนักเรียนไทยมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่ามาตรฐานสากลและมีการกระจายตัวในลักษณะเด็กนักเรียนที่มีไอคิวต่ำกว่าค่าปกติมากกว่ามาตรฐานสากล และพบว่าเด็กที่มีไอคิวต่ำก็จะต่ำมาก ขณะเดียวกันเด็กนักเรียนที่มีไอคิวสูงก็จะมีแนวโน้มสูงมาก ส่วนค่าเฉลี่ยระดับสติปัญญา เมื่อเทียบตามภาค เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ กรุงเทพมหานครไอคิว เฉลี่ย 104.5 ภาคกลางไอคิวเฉลี่ย 101.29 ภาคเหนือไอคิวเฉลี่ย 100.11 ภาคใต้ไอคิวเฉลี่ย 96.85 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือไอคิว เฉลี่ย 95.99 

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวด้วยว่า เมื่อพิจารณารายจังหวัด พบว่า จังหวัดที่มีไอคิวสูงกว่า 100 มีจำนวน 18 จังหวัด คือ นนทบุรีไอคิวเฉลี่ย 108.91 ระยอง 107.52 ลำปาง 106.62 กรุงเทพฯ 104.50 ชลบุรี 103.92 สมุทรสาคร 103.73 ตราด 103.51 ปทุมธานี 103.34 พะเยา 103.32 ประจวบคีรีขันธ์ 103.17 นครปฐม 103.09 ราชบุรี 102.72 สิงห์บุรี 102.67 ภูเก็ต 102.66 สมุทรสงคราม 102.48 นครสวรรค์ 102.29 แพร่ 101.83 เชียงใหม่ 101.35 สำหรับจ.นนทบุรีที่เด็กนักเรียนมีไอคิวเฉลี่ยสูงสุด 
น่าจะมาจากระบบการศึกษาในพื้นที่นนทบุรี ซึ่งมีการทุ่มเทเรื่องนี้มากและองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วย 
ส่วนจังหวัดที่มีไอคิวเฉลี่ยเท่ากับ 100 มี 20 จังหวัด คือ เพชรบุรี ตรัง สมุทรปราการ น่าน พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก พิจิตร ตาก แม่ฮ่องสอน ชุมพร จันทบุรี ลพบุรี บุรีรัมย์ สุโขทัย เชียงราย อุทัยธานี ลำพูน ชัยนาท ปราจีนบุรี และหนองคาย 

สำหรับจังหวัดที่มีไอคิวเฉลี่ยต่ำกว่า 100 มีจำนวน 38 จังหวัด คือ อ่างทอง สุราษฎร์ธานี สงขลา สุพรรณบุรี นครนายก นครศรีธรรมราช พัทลุง เพชรบูรณ์ พังงา อุดรธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ กาญจนบุรี อุตรดิตถ์ เลย ยโสธร ฉะเชิงเทรา สระบุรี มุกดาหาร สตูล ระนอง ยะลา อำนาจเจริญ ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา นครพนม สระแก้ว มหาสารคาม กำแพงเพชร หนองบัวลำภู กระบี่ กาฬสินธุ์ สกลนคร อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ปัตตานี และนราธิวาส โดยจ.นราธิวาสมีไอคิวเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ 88.07% โดยส่วนหนึ่งอาจมาจากปัญหาการขาดไอโอดีน แม้จะมีพื้นที่ติดทะเลแต่อาจจะละเลยการรับประทานอาหารที่มีไอโอดีน นอกจากนี้พ่อแม่ของเด็กไปทำงานนอกพื้นที่ทำให้ไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่ลูกอย่างใกล้ชิด

“เด็กจะมีระดับสติปัญญาดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมาย ทั้งที่เป็นปัจจัยส่งเสริมและปัจจัยขัดขวางต่อการพัฒนาระดับสติปัญญา ซึ่ง 1 ในปัจจัยสำคัญนั้น คือ การได้รับอาหารเสริมตามวัย ได้รับสารไอโอดีนที่เหมาะสม ที่จำเป็นต่อการเจริญและพัฒนาการของสมอง ซึ่งผลการศึกษาในหลายประเทศ พบว่า ผู้ที่รับประทานเกลือไม่มีไอโอดีนและดื่มนมน้อยกว่า 1 ครั้งต่อวัน มีโอกาสที่ไอคิวจะอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ การเสริมไอโอดีนให้มารดาตั้งแต่ก่อนและขณะตั้งครรภ์ และเสริมไอโอดีนให้เด็กหลังคลอด เด็กจะมีโอกาสที่ระดับไอคิวจะมากกว่าเด็กที่ไม่ได้รับเสริมเลย รวมทั้งการเลี้ยงดูที่เหมาะสมจากครอบครัว เช่น ความอบอุ่นในครอบครัว” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

ที่มา เดลินิวส์ วันศุกร์ ที่ 08 กรกฎาคม 2554๑ครูบ้านนอก.คอม

โพสท์ใน ทั่วไป | 4 ความเห็น

ก้าวใหม่ของครูไทย ก้าวไกลด้วย Social Media

การได้เข้าร่วมอบรมตามโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและส่งเสริมการใช้ social media ในการจัดการเรียนรู้ ระหว่างวันที่ 20-24 มิถุนายน 2554  จัดโดยสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งได้เล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมและผลักดันให้ครูสามารถนำเครื่องมือออนไลน์ที่มีอยู่บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ให้เกิดเป็นเครือข่ายและเกิดความร่วมมือกันระหว่างครูกับครู นักเรียนกับครู และนักเรียนกับนักเรียนด้วยกัน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ทำให้มีโอกาสพัฒนาตนเองให้ก้าวเข้าไปสู่การเป็นครูยุคใหม่  ขอขอบคุณคณะกรรมการดำเนินงานทุกท่านที่ให้โอกาสและให้ความทุ่มเทอย่างเต็มที่ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี

โพสท์ใน ทั่วไป | ใส่ความเห็น

โรงเรียนปากช่อง Pakchong School

                   โรงเรียนปากช่อง                 

                       หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551                              กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม                      

โพสท์ใน ทั่วไป | 1 ความเห็น